ทนายบิ๊กโจ๊ก ยื่น ป.ป.ช. ค้าน! ส่งสำนวนคืน
ทนายบิ๊กโจ๊ก ยื่น ป.ป.ช. คัดค้านส่งสำนวนกลับพนักงานสอบสวน ชี้ ตร.แถลงเปิดคดีอาจเข้าข่ายเปิดเผยความลับราชการ ด้าน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยัน ยังอยู่ประเทศไทย
วันที่ 7 ม.ค. 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางมายื่นหนังสือคัดค้านการส่งสำนวนคดีนี้คืนสู่คณะพนักงานสอบสวนของตำรวจ เพื่อให้ ป.ป.ช. ทำคดีนี้ต่อไป หลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้กับ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา

ทนายบิ๊กโจ๊ก ยื่น ป.ป.ช. คัดค้านส่งสำนวนกลับพนักงานสอบสวน ชี้ ตร.แถลงเปิดคดีอาจเข้าข่ายเปิดเผยความลับราชการ
นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า วันนี้ได้เดินทางมาเพื่อยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะดำเนินการตรวจสอบพิจารณาในคดีดังกล่าว รวมทั้งแสดงความเจตจำนงคัดค้านต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ให้ส่งสำนวนกลับไปยังคณะพนักงานสอบสวนของตำรวจ ตามมาตรา 61 วรรค 2 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
โดยระบุเหตุผลในการคัดค้านการส่งสำนวนกลับไปยังคณะพนักงานสอบสวนของตำรวจใน 4 ประเด็น ดังนี้
- ประเด็นที่ 1 เนื่องจากที่มาของพยานหลักฐานในคดีนี้อาจมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายหรือมีที่มาที่มิชอบด้วยกฎหมาย
- ประเด็นที่ 2 พยานบุคคลในคดีนี้อาจถูกจูงใจด้วยสัญญาหรือผลประโยชน์อื่นใด รวมทั้งอาจจะถูกขู่เข็ญบังคับเพื่อให้ถ้อยคำกับคณะพนักงานสอบสวนเป็นการปรักปรำให้ร้ายผู้ถูกกล่าวหา
- ประเด็นที่ 3 เนื่องจากคณะพนักงานสอบสวนไม่พิจารณาดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ที่ยอมรับในข้อเท็จจริงว่าเป็นผู้ให้ทองกับกรรมการ ป.ป.ช.
- ประเด็นที่ 4 เรื่องความชอบธรรมของคณะพนักงานสอบสวนที่นายตำรวจบางนายเป็นคู่กรณีขัดแย้งกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์
รวมทั้งตั้งข้อสังเกตว่า การที่คณะพนักงานสอบสวนแถลงและเปิดพยานหลักฐานในคดีนี้เมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา อาจเป็นการเปิดเผยข้อมูลที่อยู่ในชั้นการสอบสวนของ ป.ป.ช. ต่อสื่อมวลชน จึงเข้าข่ายว่าอาจเป็นการเปิดเผยความลับทางราชการ อันขัดมาตรา 36 และ 37 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และข้อ 6 แห่งระเบียบ ป.ป.ช. ในเรื่องการไต่สวน รวมทั้งมาตรา 164 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า คดีนี้เมื่อคณะพนักงานสอบสวนเลือกที่จะส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค. 2569 ซึ่งเป็นการส่งล่วงหน้าก่อนที่จะครบกำหนดให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยื่นคำให้การเพิ่มเติม ต่อคณะพนักงานสอบสวนภายในวันที่ 15 ม.ค. 2569
กระบวนการสอบสวนก็ต้องเดินหน้าต่อไปตามขั้นตอนของกฎหมาย จึงควรให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนตามขั้นตอนต่อไปถึงชั้นพนักงานอัยการและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
การพิจารณาส่งสำนวนกลับไปยังตำรวจนั้น ถือว่าเป็นการถอยหลังทางคดีและเกรงว่าจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ด้วยเหตุผลทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น ยิ่งนายตำรวจในคณะพนักงานสอบสวนบางคนเป็นคู่กรณีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็ยิ่งทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมในทางคดี
อย่างไรก็ตาม หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาส่งสำนวนกลับไปยังคณะพนักงานสอบสวนตำรวจ ก็คงจะไม่สามารถก้าวล่วงอะไรได้ เพราะถือเป็นอำนาจของ ป.ป.ช. แต่มองว่า คดีนี้เราต้องเดินหน้าต่อไป ไม่ใช่ถอยหลังย้อนกลับ
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะไม่เกิดข้อเคลือบแคลงสงสัยหาก คดีดังกล่าวยังอยู่ในมือ ป.ป.ช. ต่อไป เพราะหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาก็เป็นกรรมการ ป.ป.ช. นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ตนเป็นทนายความมากว่า 32 ปี และเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยที่ยังสามารถพึ่งหวังได้
ดังนั้น ตนจึงเชื่อแน่นอนว่า จะไม่มีการช่วยเหลือกันในชั้น ป.ป.ช. มั่นใจว่า ป.ป.ช. คงไม่เสียหลักการด้วยเรื่องเพียงแค่นี้
สำหรับตัว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นั้น เมื่อเช้านี้ตนก็เพิ่งเข้าพบและได้พูดคุยกับท่านเพื่อเซ็นเอกสาร ตัวท่านเองก็ไม่ได้มีความกังวลอะไร และยืนยันว่าจะต่อสู้คดีนี้ถึงที่สุด พร้อมพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย เพียงแค่พยานหลักฐานในชั้นสอบสวนต้องชอบด้วยกฎหมาย
ยังย้ำว่า คดีที่เกิดขึ้นนั้น ไม่มีข้อเท็จจริงอะไรที่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และตัวท่านเองก็ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยังยืนยันในความบริสุทธิ์และไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ขณะเดียวกัน ตัวท่านเองยืนยันว่ายังอยู่ในประเทศไทยเพื่อต่อสู้คดีตามกระบวนการ จะไม่หนีไปไหนแน่นอน แต่ถ้าจะให้ออกมาให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนในตอนนี้นั้น ตัวท่านมองว่าตอนนี้คดีอยู่ในชั้น ป.ป.ช. แล้ว ก็ควรจะต้องให้ ป.ป.ช. เป็นผู้ดำเนินการตามกระบวนการขั้นตอนของกฎหมายไปก่อน
นายสัญญาภัชระ ยังกล่าวอีกว่า ตนเป็นเพียงแค่ทนายความให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่เหลืออีก 5 คนนั้น ตนไม่ทราบในเรื่องของกระบวนการต่อสู้และคงของไม่เปิดเผยในเรื่องข้อเท็จจริงทางคดี
เพื่อไม่อยากให้มีการต่อยอดประเด็นไปไกลมากกว่านี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. แต่ขอยืนยันว่า คดีนี้มีอัตราโทษที่สูง การจะลงโทษบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้น จะต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน
ส่วนประเด็นที่ทางคณะพนักงานสอบสวนแถลงชี้แจงว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิ เป็นเพียงแค่ผู้กล่าวโทษ ยังไม่ถูกกันเป็นพยานในคดีนั้น ตนมองว่า ตอนนี้ต้องพิจารณาว่าเป็นอำนาจของ ป.ป.ช. ที่จะกัน พ.ต.อ.ภาคภูมิเป็นพยานหรือไม่ หรือจะพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาด้วย แม้ในชั้นพนักงานสอบสวนจะไม่มีการตั้งข้อหา พ.ต.อ.ภาคภูมิ ก็ตาม
ขณะที่ประเด็นที่อ้างว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิอยู่ในสภาวะจำยอมเลยต้องทำตามคำสั่งไปมอบทองคำนั้น ประเด็นนี้ขอให้ต่อสู้กันด้วยพยานหลักฐาน ตนขอไม่ก้าวล่วง
ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากทนายบิ๊กโจ๊กที่ยื่น ป.ป.ช. คัดค้านการส่งสำนวนกลับพนักงานสอบสวนนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและการต่อสู้ทางกฎหมายที่ยังคงดำเนินต่อไป คดีนี้ยังคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดถึงผลสรุปที่จะออกมา
ทนายบิ๊กโจ๊ก ยื่น ป.ป.ช. คัดค้านส่งสำนวนกลับพนักงานสอบสวน
ทำไมทนายบิ๊กโจ๊กถึงยื่นคัดค้านการส่งสำนวนกลับพนักงานสอบสวน?
การที่ทนายบิ๊กโจ๊ก ยื่น ป.ป.ช. คัดค้านส่งสำนวนกลับพนักงานสอบสวนนั้น มีเหตุผลสำคัญหลายประการ ทั้งในเรื่องความโปร่งใสของพยานหลักฐาน และความเป็นกลางของคณะพนักงานสอบสวน การต่อสู้คดีนี้จึงยังต้องดำเนินต่อไปเพื่อความเป็นธรรม
สำหรับใครที่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับคดีของบิ๊กโจ๊ก คงจะทราบกันดีว่าการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง การที่ทนายความออกมาเคลื่อนไหวและปกป้องสิทธิของลูกความอย่างเต็มที่นั้น เป็นสิ่งที่น่าจับตามองและเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี
สถานการณ์การยื่น ป.ป.ช. คัดค้านส่งสำนวนกลับพนักงานสอบสวนของทนายบิ๊กโจ๊กครั้งนี้ จะมีผลต่อรูปคดีอย่างไร คงต้องติดตามความคืบหน้าต่อไปอย่างใกล้ชิด
ที่มา – ทนายบิ๊กโจ๊ก ยื่น ป.ป.ช. คัดค้านส่งสำนวนกลับพนักงานสอบสวน