คุมตัว อัจฉริยะ ฝากขัง เชื่อมีใบสั่ง ถูกกลั่นแกล้ง
คุมตัว อัจฉริยะ ฝากขัง เชื่อมีใบสั่ง ถูกกลั่นแกล้ง เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง หลังตำรวจไซเบอร์เข้าควบคุมตัวนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เพื่อดำเนินคดีและนำตัวไปฝากขังต่อศาลอาญา โดยเจ้าตัวยืนยันว่า สามารถชี้แจงข้อกล่าวหาได้ทุกประเด็น พร้อมปฏิเสธเรื่องการนำเงินบริจาคไปใช้เล่นพนันมวย และระบุว่าอาจถูกกลั่นแกล้งหรือมีใบสั่งอยู่เบื้องหลัง
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังตำรวจไซเบอร์แจ้งข้อกล่าวหาหลายรายการ ได้แก่ ฉ้อโกงประชาชน ความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ ฟอกเงิน และลักลอบเล่นการพนันชกมวย เจ้าหน้าที่สอบปากคำเสร็จสิ้น ก่อนควบคุมตัวนายอัจฉริยะไว้ที่ห้องควบคุมผู้ต้องหา สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อรอนำตัวไปฝากขังต่อศาลตามขั้นตอนกฎหมาย
คุมตัว อัจฉริยะ ฝากขัง เชื่อมีใบสั่ง ถูกกลั่นแกล้ง
ช่วงเช้าวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ญาติของนายอัจฉริยะเดินทางมารอเข้าเยี่ยมที่ สน.ทุ่งสองห้อง โดยคาดว่ามีทีมทนายความและภรรยาร่วมเดินทางมาด้วย ทั้งสองได้นำเอกสารเกี่ยวกับคดีและเอกสารจากศาลมาให้นายอัจฉริยะอ่าน รวมถึงลงลายมือชื่อในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้คดี
บรรยากาศบริเวณสถานีตำรวจมีสื่อมวลชนจำนวนมากมารอติดตามความเคลื่อนไหว เนื่องจากคดีนี้เกี่ยวข้องกับบุคคลที่เคยออกมาเคลื่อนไหวและเปิดเผยข้อมูลคดีสำคัญหลายเรื่อง นายอัจฉริยะจึงเป็นบุคคลที่สังคมให้ความสนใจ โดยเฉพาะประเด็นเส้นทางการเงินและข้อกล่าวหาที่ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน
คุมตัว อัจฉริยะ ฝากขัง กับข้อกล่าวหาที่ต้องชี้แจง
พ.อ.นพ.ธวัชชัย กาญจนรินทร์ อดีตศัลยแพทย์โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เดินทางมาเยี่ยมนายอัจฉริยะ พร้อมนำน้ำดื่มและหมูปิ้งไปให้รับประทาน นอกจากนี้ยังนำข้าวเหนียวหมูปิ้งมากกว่า 20 ชุดไปแจกให้กับผู้สื่อข่าวที่มารอทำข่าว การเดินทางมาเยี่ยมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้กำลังใจและสอบถามเรื่องสุขภาพ เนื่องจากนายอัจฉริยะมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับความดันโลหิต
พ.อ.นพ.ธวัชชัยกล่าวว่า ไม่ได้พูดคุยลงรายละเอียดเกี่ยวกับคดีมากนัก แต่เน้นสอบถามว่ายังรับประทานอาหารและใช้ยาตามปกติหรือไม่ พร้อมให้กำลังใจในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสังคมและกระบวนการยุติธรรม เขามองว่าในวันที่ใครสักคนกำลังประสบปัญหา ย่อมมีทั้งคนที่ให้กำลังใจและคนที่ซ้ำเติม แต่การเลือกว่าจะอยู่ฝ่ายใดขึ้นอยู่กับจิตใจของแต่ละคน
สำหรับข้อสงสัยเรื่องการถูกกลั่นแกล้ง พ.อ.นพ.ธวัชชัยระบุว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีการกลั่นแกล้งจริงหรือไม่ แต่นายอัจฉริยะยืนยันกับเขาว่า ไม่เคยเปิดรับบริจาคหรือประชาสัมพันธ์ให้มีการบริจาคในลักษณะที่ถูกกล่าวหา อีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับหลักฐานแชตไลน์ที่ปรากฏชื่อและภาพของนายอัจฉริยะ โดยเห็นว่าควรตรวจสอบว่าเป็นบัญชีจริงหรือถูกปลอมแปลง
พ.อ.นพ.ธวัชชัยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากที่รู้จักนายอัจฉริยะมาหลายปี นายอัจฉริยะมีบัญชีไลน์อยู่ประมาณ 3 บัญชี และไม่เคยใช้ชื่อในลักษณะที่ปรากฏในหลักฐานดังกล่าว จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลทางเทคนิคอย่างละเอียด ทั้งต้นทางของบัญชี ประวัติการใช้งาน และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างชัดเจน
นายอัจฉริยะยืนยันชี้แจงได้ทุกประเด็น
ต่อมาเวลาประมาณ 09.00 น. ตำรวจกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 ซึ่งเป็นเจ้าของสำนวน เดินทางมารับตัวนายอัจฉริยะจาก สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อไปฝากขังที่ศาลอาญา ระหว่างการควบคุมตัว ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงประเด็นเงินในบัญชีส่วนตัวช่วงปี 2567-2568 ซึ่งมีจำนวนประมาณ 191 ล้านบาท
นายอัจฉริยะตอบว่า สามารถชี้แจงได้ทุกประเด็น ส่วนข้อกล่าวหาว่าเงินที่ผู้เสียหายโอนเข้ามาในลักษณะเงินบริจาคถูกนำไปหมุนเวียนใช้เล่นพนันมวยนั้น เจ้าตัวยืนยันว่าไม่เป็นความจริง พร้อมกล่าวในทำนองว่า หากนำเงินจำนวนหลายร้อยล้านบาทไปเล่นพนันจริง ก็คงเลือกนำเงินไปใช้ท่องเที่ยวหรือทำอย่างอื่นมากกว่า
เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ว่าจะถูกกลั่นแกล้ง นายอัจฉริยะยอมรับว่าเป็นไปได้ และเชื่อว่าอาจมีใบสั่งให้ดำเนินการกับตนเอง โดยอ้างว่าบัญชีของชมรมปิดไปตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้จากเฟซบุ๊กของชมรม อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมด และขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามขั้นตอนก่อน
สำหรับเงินที่เคยได้รับบริจาคยังอยู่หรือไม่ นายอัจฉริยะปฏิเสธว่าไม่ใช่ข้อเท็จจริงตามที่ถูกกล่าวหา ส่วนเรื่องการประกันตัวนั้น เจ้าตัวระบุว่ายังไม่อยากคาดการณ์ล่วงหน้า และขอให้เป็นไปตามกระบวนการของศาล ก่อนถูกนำตัวขึ้นรถตำรวจไปยังศาลอาญา โดยระหว่างนั้นยังมีสีหน้าปกติและไม่ได้แสดงอาการเคร่งเครียดอย่างชัดเจน
ประเด็นที่สังคมควรติดตามหลังฝากขัง
หลังจากนี้ ประเด็นสำคัญที่ควรติดตามคือการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เอกสารการรับบริจาค บัญชีธนาคาร และหลักฐานการสนทนาผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องแยกให้ชัดเจนว่าเงินแต่ละรายการมีที่มาอย่างไร ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด และมีความเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาหรือไม่ ขณะเดียวกันฝ่ายนายอัจฉริยะก็มีสิทธิ์นำพยานหลักฐานมาชี้แจงและต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่
การถูกแจ้งข้อกล่าวหาหรือถูกฝากขังยังไม่ใช่คำตัดสินว่าบุคคลนั้นมีความผิด เพราะผู้ต้องหายังคงได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้น การนำเสนอข่าวควรยึดข้อมูลจากเอกสารทางคดีและคำชี้แจงของทุกฝ่าย ไม่ควรด่วนสรุปหรือเผยแพร่ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ
คดีนี้จึงไม่ได้มีเพียงประเด็นการฝากขังเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความสำคัญของการตรวจสอบหลักฐานดิจิทัลและเส้นทางการเงินอย่างรอบคอบ หากมีการปลอมแปลงบัญชีหรือหลักฐานจริง การพิสูจน์ข้อเท็จจริงจะช่วยคุ้มครองสิทธิของผู้เกี่ยวข้องได้ แต่หากพบการกระทำผิดจริง กระบวนการยุติธรรมก็ควรดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาและโปร่งใส
มุมมองส่งท้าย: ประชาชนควรติดตามคดีนี้จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสให้ทั้งเจ้าหน้าที่กับผู้ต้องหาได้นำหลักฐานมาชี้แจงอย่างครบถ้วน เพราะข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเท่านั้นจะช่วยคลี่คลายคำถามเรื่องเงินบริจาค การถูกกลั่นแกล้ง และข้อกล่าวหาทั้งหมดได้
ที่มา – คุมตัว อัจฉริยะ ฝากขัง เชื่อมีใบสั่ง ถูกกลั่นแกล้ง ลั่นแจงได้ทุกประเด็น