DSI เผยพฤติกรรม กกต.ส่อพิรุธ ปมหลักฐานคดีฮั้ว สว.
DSI เผยพฤติกรรม กกต.ส่อพิรุธ จากกรณีมีรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ไม่รับหลักฐานบางส่วนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ พยายามส่งให้ประกอบการพิจารณาคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา ปี 2567 ประเด็นนี้กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะหลักฐานที่ถูกพูดถึงมีทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด พิกัดการใช้งานโทรศัพท์มือถือ และข้อมูลเส้นทางการเงินของบุคคลที่อาจเกี่ยวข้องกับขบวนการจัดฮั้ว
เนื้อหาดังกล่าวเป็นข้อมูลจากรายงานข่าวภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จึงควรติดตามการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกระบวนการยุติธรรมในขั้นต่อไปอย่างรอบคอบ ยังไม่ควรสรุปว่าบุคคลใดมีความผิดจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาถึงที่สุด
DSI เผยพฤติกรรม กกต.ส่อพิรุธ และประเด็นหลักฐานที่ถูกปฏิเสธ
รายงานระบุว่า หลังจาก กกต.มีมติส่งฟ้องผู้ถูกร้องจำนวน 77 รายต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในคดีทุจริตการเลือก สว. คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอและพนักงานอัยการ เตรียมประชุมเพื่อกำหนดแนวทางการสอบสวนคดีอั้งยี่และฟอกเงิน โดยคาดว่าจะมีการประชุมครั้งแรกภายในช่วงปลายเดือนกันยายน
อย่างไรก็ตาม คดีอาญาของดีเอสไอมีขอบเขตการพิจารณาแตกต่างจากคดีของ กกต. การดำเนินคดีจึงไม่จำเป็นต้องยึดรายชื่อทั้ง 77 รายเป็นหลักทั้งหมด แต่ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ พยานหลักฐาน และเส้นทางการเงินของแต่ละบุคคล หากพบความเชื่อมโยงกับความผิด ก็อาจต้องดำเนินการตามกฎหมาย แม้บุคคลนั้นจะไม่ได้อยู่ในรายชื่อที่ กกต.ส่งฟ้องก็ตาม
DSI เผยพฤติกรรม กกต.ส่อพิรุธ จากมุมมองของคณะสอบสวน
หนึ่งในข้อสังเกตสำคัญคือ ดีเอสไอเคยส่งหลักฐานให้ กกต.พิจารณา แต่มีรายงานว่า กกต.มีมติไม่รับหลักฐานบางส่วน ขณะเดียวกัน เมื่อดีเอสไอขอรับสำนวนหรือข้อมูลจาก กกต.กลับไม่ได้รับเอกสารในลักษณะที่คาดหวัง สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามว่า หน่วยงานต่าง ๆ มีวิธีประเมินและคัดเลือกพยานหลักฐานแตกต่างกันอย่างไร
หลักฐานที่ถูกกล่าวถึงมีหลายประเภท ได้แก่
- ภาพจากกล้องวงจรปิดของรถบุคคลสำคัญที่เดินทางไปยังโรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งมีรายงานว่าเชื่อมโยงกับการจัดฮั้ว สว.
- ข้อมูลพิกัดและการใช้งานโทรศัพท์มือถือในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์
- เอกสารเกี่ยวกับเงินเดือนและรายได้ของผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษาประจำตัว สว.
- ข้อมูลบัญชีธนาคารและเส้นทางการเงินจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- คำให้การของพยาน รวมถึงกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงคำให้การภายหลัง
ในมุมของการสอบสวน หลักฐานแต่ละประเภทอาจช่วยเชื่อมโยงบุคคล เวลา สถานที่ และธุรกรรมเข้าด้วยกันได้ แต่การนำไปใช้ในคดีจำเป็นต้องตรวจสอบที่มา วิธีการได้มา และความถูกต้องตามกฎหมายอย่างละเอียด การมีข้อมูลอยู่ในมือจึงไม่ได้หมายความว่าข้อมูลนั้นจะใช้ยืนยันความผิดได้ทันที
ความแตกต่างของรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาและแนวทางสอบสวน
ก่อนหน้านี้ ดีเอสไอและอัยการที่ร่วมสอบสวนเคยมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา 8 รายในคดีอั้งยี่และฟอกเงิน สว. แต่เมื่อเปรียบเทียบกับรายชื่อ 77 รายที่ กกต.ส่งฟ้องศาลฎีกา พบว่ามีรายชื่อที่ตรงกัน 6 ราย ส่วนอีก 2 รายไม่ได้อยู่ในมติส่งฟ้องของ กกต. ได้แก่ นางผกามาศ ไทยนุกูล และนายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น
ความแตกต่างดังกล่าวทำให้คณะพนักงานสอบสวนต้องพิจารณาอีกครั้งว่า จะดำเนินคดีกับบุคคลทั้งสองต่อไปหรือไม่ เพราะการสอบสวนคดีอาญาต้องอาศัยพยานหลักฐานของคดีนั้นเอง ไม่ใช่ยึดตามจำนวนหรือรายชื่อจากอีกสำนวนโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังต้องรับฟังความเห็นของพนักงานอัยการที่ร่วมสอบสวน เพื่อให้แนวทางดำเนินคดีมีความรอบคอบและสอดคล้องกับข้อกฎหมาย
ประเด็นนี้สะท้อนว่า คดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว.มีหลายส่วนและอาจอยู่ภายใต้การพิจารณาของหลายหน่วยงาน ทั้ง กกต. ดีเอสไอ สำนักงานอัยการ ปปง. และหน่วยงานของวุฒิสภา การประสานข้อมูลระหว่างองค์กรจึงมีความสำคัญมาก หากข้อมูลส่งต่อไม่ครบถ้วน หรือแต่ละฝ่ายใช้หลักเกณฑ์ไม่เหมือนกัน ก็อาจทำให้สังคมเกิดข้อสงสัยต่อความโปร่งใสของกระบวนการ
ปัญหาข้อมูลการเงินและข้ออ้างเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือ ดีเอสไอขอเอกสารเกี่ยวกับผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษาของ สว.ทั้ง 138 คน เนื่องจากผลการสืบสวนพบข้อมูลบางส่วนที่อาจเชื่อมโยงกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลซึ่งอยู่ในเครือข่ายจัดฮั้วระดับประเทศ แต่มีรายงานว่า สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภายังไม่ได้ส่งเอกสารให้ โดยอ้างข้อจำกัดด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย PDPA
ด้านคณะพนักงานสอบสวนมองว่า การขอเอกสารเพื่อใช้ในคดีอาญาเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่ควรนำข้อจำกัดเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลมาใช้แบบเหมารวมจนทำให้การตรวจสอบหยุดชะงัก ทั้งนี้ การเปิดเผยข้อมูลก็ต้องทำเท่าที่จำเป็น มีมาตรการรักษาความลับ และป้องกันไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลถูกนำไปใช้เกินวัตถุประสงค์
ในส่วนของสำนักงาน ปปง. มีรายงานว่าคณะพนักงานสอบสวนเคยขอข้อมูลเส้นทางการเงินและเลขที่บัญชีธนาคาร แต่ยังไม่ได้รับความร่วมมือเป็นเวลานาน ประเด็นนี้จึงควรมีคำชี้แจงที่ชัดเจนจากทุกฝ่ายว่า ติดขัดที่ขั้นตอนใด มีข้อกฎหมายหรือคำสั่งใดรองรับ และจะสามารถส่งข้อมูลให้พนักงานสอบสวนได้เมื่อใด
คำให้การพยานและการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาล
กรณีพยานรหัสที่ 16 ซึ่งมีรายงานว่าเปลี่ยนแปลงคำให้การ เป็นอีกหัวข้อที่สังคมให้ความสนใจ คณะพนักงานสอบสวนระบุว่า ในการสอบปากคำครั้งหนึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ คณะอนุกรรมการของ กกต. และอัยการร่วมอยู่ด้วย จึงควรตรวจสอบบันทึกการสอบสวน สภาพแวดล้อม และพยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ประกอบกัน
การที่พยานส่งหนังสือขอแก้ไขคำให้การในภายหลัง ไม่ได้ทำให้คำให้การเดิมหรือคำให้การใหม่เป็นความจริงหรือความเท็จโดยอัตโนมัติ ข้อเท็จจริงจะต้องได้รับการพิสูจน์ผ่านกระบวนการตามกฎหมาย หากมีการให้ข้อมูลขัดแย้งกัน อัยการและศาลจะพิจารณาความน่าเชื่อถือ เหตุผลของการเปลี่ยนคำให้การ และหลักฐานแวดล้อมอื่น ๆ
ในชั้นศาล พยานอาจถูกถามให้ยืนยันว่าคำให้การครั้งใดเป็นความจริง หากพบว่ามีการให้การเท็จ ก็อาจเกี่ยวข้องกับความผิดที่แตกต่างกันตามช่วงเวลาและสถานที่ของการให้ถ้อยคำ ดังนั้น การสรุปความผิดจากข่าวหรือคำกล่าวอ้างเพียงด้านเดียวจึงไม่เพียงพอ จำเป็นต้องรอการตรวจสอบเอกสารและการไต่สวนตามขั้นตอน
สิ่งที่ประชาชนควรติดตามต่อจากข่าวนี้
จากกรณี DSI เผยพฤติกรรม กกต.ส่อพิรุธ ประชาชนควรติดตามคำชี้แจงจาก กกต. ดีเอสไอ อัยการ ปปง. และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา โดยเฉพาะเหตุผลที่รับหรือไม่รับหลักฐาน รวมถึงกรอบเวลาการส่งมอบข้อมูลทางการเงินและข้อมูลดิจิทัล การชี้แจงอย่างเป็นทางการจะช่วยลดความสับสนและทำให้สังคมเห็นภาพกระบวนการยุติธรรมได้ชัดเจนขึ้น
- ตรวจสอบว่าหลักฐานกล้องวงจรปิดมีการเก็บรักษาและรับรองความถูกต้องอย่างไร
- พิจารณาว่าข้อมูลพิกัดโทรศัพท์ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
- ติดตามการตรวจสอบเส้นทางการเงินและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอย่างเป็นระบบ
- แยกแยะระหว่างข้อกล่าวหา รายงานข่าว และข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังแล้ว
- เคารพสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาและหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
โดยสรุป ประเด็นนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องการรับหรือไม่รับหลักฐาน แต่ยังเกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ความโปร่งใสของการสอบสวน และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการเลือกตั้ง สว. ทุกฝ่ายควรเปิดเผยเหตุผลตามกฎหมาย ตรวจสอบได้ และเร่งดำเนินการโดยไม่ทำให้หลักฐานสำคัญสูญหายหรือถูกตั้งคำถามในภายหลัง หากหน่วยงานต่าง ๆ สามารถชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา สังคมก็จะมีข้อมูลเพียงพอในการประเมินสถานการณ์อย่างมีเหตุผลมากขึ้น
ที่มา – DSI เผยพฤติกรรม กกต.ส่อพิรุธ ไม่รับหลักฐานดีเอสไอ ทั้งวงจรปิดรถคนสำคัญ-พิกัดใช้มือถือ